fbpx


ทำยังไงให้ลูกสนใจค้นคว้าวิชาเรียนด้วยตนเอง

Posted by: Kidhero | Published on: January 30, 2019 | BLOG

เราก็เป็นหนึ่งในพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเรียนจบการศึกษาที่ดี มีอนาคตสดใสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ประกอบกับในยุคปัจจุบันการได้ผลการเรียนที่ดีอย่างเดียวดูเหมือนไม่เพียงพอเสียแล้ว เพื่อที่จะสามารถยืนอยู่ในสังคมโลกได้ พ่อแม่หลายคนพยายามหาวิธีเพิ่มพูนทักษะต่างๆให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นการส่งไปเรียนพิเศษเพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษา ด้านกีฬา ด้านดนตรี ต่างๆ แต่ดูเหมือนว่าเด็กๆจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมากมาย แต่อย่าได้กังวลไป เรามีวิธีง่ายๆที่ทำให้เด็กๆค้นหาวิชาความรู้เองได้

1. เปิดประตูสู่ความคิดนอกกรอบ Creativity

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดต่าง ตลอดจนสามารถค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ ข้อมูลอ้างอิงจากบทความของ Psych Central ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กขององค์กรอิสระทางสุขภาพจิต ระบุว่า เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้นด้วย โดยพ่อแม่สามารถมีส่วนช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของลูกๆได้ โดยเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ลองเล่น ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเริ่มจากให้เด็กๆเล่นตัวต่อเลโก้ เพื่อฝึกระบบความคิดของลูกให้ทำงาน สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆตามจินตนาการของช่วงวัย หรืออีกแนวทางที่พ่อแม่สามารถทำได้ง่ายๆ คือ สังเกตพฤติกรรมความสนใจของลูก จากนั้นคอยสนับสนุนส่งเสริมในสิ่งที่ลูกของคุณสนใจ เช่น เด็กบางคนชื่นชอบ ไดโนเสาร์หรือประวัติศาสตร์  เราสามารถพาพวกเขาไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเรียนรู้เรื่องราวสิ่งนั้นๆที่ลูกชอบ โดยธรรมชาติของเด็ก เมื่อได้สนุกไปกับการเรียนรู้ ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ จะช่วยให้พวกเขาจดจำและซึมซับข้อมูลนั้นๆ ได้เป็นเวลานานโดยอัตโนมัติ มากกว่าการจดจำจากในห้องเรียน  เพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้จะกลายเป็นความประทับใจ แทนการท่องจำจากตำราเรียน และเมื่อชื่นชอบอะไรมากๆ ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้อยากที่จะเรียนรู้มากเพิ่มขึ้น 

2. รู้จักคิด รู้จักถาม Critical thinking

ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้เราอยู่ในยุค 4.0 ง่ายในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆบนโลกไร้พรมแดน ปัจจุบันทุกคนสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส  แน่นอนว่านั่นคือข้อดี  แต่สิ่งที่พ่อแม่ องค์กรที่ทำงานด้านเด็ก หรือหน่วยงานที่คอยควบคุมเฝ้าระวังสื่อกังวัลและออกเป็นข่าวเตือนเสมอ นั้นคือ การเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยเฉพาะช่วงวัยที่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บนโลกออนไลน์หรือ สื่อต่างๆ

ดังนั้น เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก นั่นคือ หามาตรการป้องกันโดยไม่ใช่การกีดกัน ปิดกั้นการเรียน แต่เป็นการสอนอย่างไรให้ลูกเข้าใจโดยไม่รู้สึกว่า พวกเขากำลังถูกควบคุมความคิด โดยเราควรเริ่มตั้งคำถามกับเด็กๆ เพื่อให้เขาได้ฝึกวิเคราะห์และสืบค้นข้อมูล หาคำตอบนั้นๆมา  เช่น เมื่อลูกเปิดวีดีโอในยูทูป เราก็อาจจะถามว่า ในวีดีโอนั้นเขาพูดถึงอะไร? หรือแม้แต่การ์ตูนที่เขาดู เราก็สามารถถามได้ว่า ทำไมผู้ร้ายถึงทำแบบนั้น? พวกพระเอกทำยังไงถึงจะเขาชนะผู้ร้ายได้? เหล่านี้ คือ การสร้างคำถามปลายเปิดให้พวกเขาได้ฝึกคิดและหาข้อมูลมาเสริมในมุมต่างๆ และนี่จะเป็นกลไกทางความคิดช่วยให้เขาเข้าใจและวิเคราะห์จากสื่อที่เขาเปิดรับชมพร้อมกับหาเหตุผลมาใช้ร่วมในการหาคำตอบ

3. รู้จักฟัง รู้จักพูด Communication

การที่ลูกเราสามารถสื่อสารได้ดีนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเพื่อนของเขา การนำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือแม้แต่การพัฒนาทักษะนี้ในการทำงานในอนาคตซึ่งจำเป็นมากในสังคมยุคปัจจุบันนี้ พ่อแม่หลายคนก็คงอยากจะให้ลูกของตนเองกล้าพูด กล้าแสดงออก ซึ่งเราสามารถช่วยลูกได้โดยเริ่มจากการฝึกให้เขาเป็นผู้ฟังที่ดี รู้จักฟังและรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะได้เข้าใจในสิ่งนั้นๆมากขึ้น พยายามถามลูกเกี่ยวกับเรื่องราวในโรงเรียน หรือวันนี้เขาได้เจออะไรมา นั้นจะเป็นการทำให้เขามีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เพราะเขาสามราถที่จะแสดงออกถึงความเป็นตนเองได้และยังสามารถพัฒนาไปยังด้านการเขียนและการนำเสนองานอีกด้วย

4. ร่วมมือกัน ไปได้ไกล Collaboration

การที่ลูกของเรามีกลุ่มเพื่อนที่ดี และทำงานกลุ่มด้วยกันกับเพื่อนได้ดีนั้น เป็นสิ่งที่พ่อแม่หวังมากกว่าการที่เห็นลูกเราต้องมานั่งทำงานคนเดียว ซึ่งทักษะในการทำงานร่วมกันนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เพราะเขาจะสามารถหาเพื่อนได้เอง และสามารถปรับตัวเข้าหากลุ่มคนใหม่ๆในสภาพแวดล้อมใหม่ๆได้ดี เพราะว่าการทำงานทำงานร่วมกันต้องรู้จักเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่น มีความยืดหยุ่น สามารถหาจุดกลางระหว่างความคิดเห็นต่างๆได้ และคิดได้ดีท่ามกลางความกดดัน ซึ่งเราก็สามารถช่วยลูกได้ โดยอาจจะมีการทำโปรเจ็คง่ายๆด้วยกัน ระหว่างพ่อแม่ลุก เช่น อัลบั้มรูปด้วยกัน เราก็มาช่วยกันเลือกรูป ถามเขาว่าอยากได้รูปอะไร จะเขียนอะไรลงไป หรือแม้แต่การเลือกกระดาษ ให้เขาได้ลองฟังความคิดเห็นคนอื่นและแสดงภาวะความเป็นผู้นำออกมา มากกว่านั้นชิ้นงานนั้นก็เป็นความภูมิใจของทั้งครอบครัวอีกด้วย

อย่างที่เรารู้กันว่าโลกสมัยใหม่นั้นเปลี่ยนไปเร็วมาก และพ่อแม่อย่างเราๆก็อยากให้ลูกของเรานั้นมีการเตรียมพร้อมต่อสิ่งต่างๆตลอดเวลา โดยสิ่งที่จำเป็นหลักคือ 4 C คือ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) Communication (การสื่อสาร) และ Collaboration (การร่วมมือ) ตามที่กล่าวมาข้างตนเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่พ่อแม่สามรถมีส่วนเติมเต็มทักษะความสามารถให้กับลูกๆนอกเหนือจากการเรียนรู้ภายในห้องเรียน

สอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม